xxx of yyy characters
Join Group

SC18 Naresuan University

Google Translation: Off

When Google Translation is on, topics and messages in this group will be machine-translated to your language by Google.

Messages


Topic: ข่าว และเรื่องราวที่น่าสนใจ (In Trend)
ในกระทู้นี้คิดว่าจะโพสพวก ข่าว หรือ เรื่องราวต่างๆที่กำลังมีกระแสกันอยู่ในตอนนี้ หรือเรื่องราวที่มีประโยชน์ เผื่อว่าใครได้อ่านแล้วสามารถนำไปปฏิบัติ หรือป้องกันตัวเองได้ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

เพื่อนๆคิดว่าอย่างไรบ้าง ถ้าใครมีเรื่องราวดีดี อย่างแบ่งปัน ก็โพสมาที่กระทู้ได้เลยนะครับ ^^
Jun 8
7:40 AM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
จะดี มีประโยชน์จริงเหรอ ตัวป่วนมานเยอะโดยเฉพาะข้าพเจ้า ;)
Jun 8
7:49 AM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
อะ เริ่มแรกก็ข่าวเรื่อง "โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya)" กันก่อนก็แล้วกันนะครับ ^^
ปล.สำหรับใครที่ก๊อปข้อความมา อย่าลืมบอกแหล่งที่มาด้วยนะครับ ^^
---------------------------------------------


โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya) สถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคชิคุนกุนยาในจังหวัดพัทลุง รายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 พบผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยาแล้ว 33 คน โดยสำรวจพบผู้ป่วยครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2552 กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด คือระหว่าง 25-34 ปี อาชีพที่พบผู้ป่วยสูงสุด คือกลุ่มเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และอาชีพรับจ้าง อำเภอที่พบผู้ป่วยมากสุด คืออำเภอป่าพะยอม อำเภอกงหรา อำเภอเขาชัยสน และอำเภอเมือง ตามลำดับ โดยผู้ป่วยทั้งหมดได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลอำเภอนั้น ผู้ป่วยทุกรายอยู่ในอาการปลอดภัย



อัตราการแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้นหลังมีผู้ป่วยเดินทางกลับจากรับจ้างกรีด ยางพาราจากจังหวัดใกล้เคียง เบื้องต้นทางจังหวัดได้เรียกเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประชุมด่วน เพื่อรับมือป้องกันโรคดังกล่าวไม่ให้มีการแพร่ระบาดของโรคเพิ่มมากขึ้น โดยเน้นให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ออกติดตามเฝ้าระวังผู้ป่วยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และรณรงค์ให้ความรู้กับประชาชน และหากพบผู้ป่วยเพิ่มในพื้นที่ใดให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าควบคุมโรคทันที กรมควบคุมโรคร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดวางแผนกำลังดำเนินการระดม อสม.ในพื้นที่ที่มีผู้ป่วย กำจัดลูกน้ำยุงลายทั้งในบ้าน และรอบๆ บ้าน ในสวนทุก 7 วัน พ่นหมอกควันเคมีทำลายยุงตัวแก่ทั้งตำบล ติดต่อกันทุกสัปดาห์ และได้แจ้งให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ เฝ้าระวังโรคอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูฝน ทำให้ปริมาณยุงลายมีมากขึ้น และแจ้งโรงพยาบาล สถานีอนามัยทั่วประเทศ สังเกตอาการผู้ป่วยหากพบมีไข้สูง ร่วมกับอาการผื่น และมีอาการปวดข้อต่างๆ ซึ่งเป็นอาการเฉพาะของโรคนี้ ขอให้นึกถึงว่าเป็นโรคชิคุนกุนยา

ลักษณะของโรค
โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค มีอาการคล้ายไข้เดงกี แต่ต่างกันที่ไม่มีการรั่วของพลาสมาออกนอกเส้นเลือด จึงไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากจนถึงมีการช็อก

การติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาเดิมมีรกรากอยู่ในทวีปแอฟริกา ผู้บรรยายลักษณะของโรคชิคุนกุนยาเป็นคนแรก คือ Marion Robinson และ W.H.R. Lumsden ใน ปี ค.ศ. 1955 ซึ่งก่อนหน้านั้นสามปีเกิดมีการระบาดของโรคในดินแดนที่ราบสูงมากอนดี พรมแดนระหว่างประเทศโมแซมบิก และแทนซาเนียในปัจจุบัน จากนั้นก็พบการระบาดของเชื้อชิคุนกุนยาเป็นครั้งคราวในทวีปแอฟริกา เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทวีปแอฟริกา
ใน ทวีปแอฟริกามีหลายประเทศพบเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา โดยมีการแพร่เชื้อ 2 วงจร คือ ชนิดวงจรชนบท คน-ยุง-ลิง ซึ่งมีลิงบาร์บูน เป็นโฮสต์ และอาจทำให้มีผู้ป่วยจากเชื้อนี้ประปราย หรืออาจมีการระบาดเล็กๆ ได้เป็นครั้งคราว เมื่อมีผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันเข้าไปในพื้นที่ที่มีเชื้อนี้อยู่ และคนอาจนำมาสู่ชุมชนเมือง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มียุงลายชุกชุมมาก ทำให้เกิดวงจรในเมือง คน-ยุง จากคนไปคน โดยยุงลายเป็นพาหะ

ทวีปเอเชีย

การ แพร่เชื้อชิคุนกุนยาในทวีปเอเชียต่างจากในแอฟริกา การเกิดโรคเป็นชนิดวงจรในเมืองจากคนไปคน โดยมียุงลายเป็นพาหะที่สำคัญ ระบาดวิทยาของโรคมีรูปแบบคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้อที่นำโดยยุงลายอื่นๆ ซึ่งอุบัติการของโรคเป็นไปตามการแพร่กระจาย และความชุกชุมของยุงลาย หลังจากที่ตรวจพบครั้งแรกในประเทศไทย ก็มีรายงานจากประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชีย ได้แก่ เขมร เวียตนาม พม่า ศรีลังกา อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

การระบาดครั้งแรกในประเทศอินเดียเกิดขึ้นที่เมืองกัลกัตตา เมื่อปี ค.ศ. 1963 จากนั้นพบการระบาดเป็นครั้งคราว จนกระทั่งในปี 2005-2006 พบการระบาดใหญ่ที่หมู่เกาะทางตอนใต้ของอินเดีย มีผู้เสียชีวิต 237 ราย และประชากรหนึ่งในสามติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2006 พบการระบาดของไวรัสชิคุนกุนยาในประเทศปากีสถาน

การระบาดในประเทศ สิงคโปร์เกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 2008 รายงานผู้ป่วย 10 ราย ทางการสิงคโปร์ได้ออกมาตราการเฝ้าระวังโรคอย่างใกล้ชิด

ข้อมูลจนถึง เดือนกันยายน ค.ศ. 2008 ในประเทศมาเลเซีย พบผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยา 1,975 ราย กว่าครึ่งอาศัยอยู่ในรัฐยะโฮร์ โดยก่อนหน้านั้นพบการระบาดเพียงเล็กน้อยในกี่ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มาจากประเทศอินเดีย และคนมาลาเซียที่เดินทางไปท่องเที่ยวประเทศอินเดีย

ประเทศไทย
ใน ประเทศไทยมีการตรวจพบครั้งแรกพร้อมกับที่มีไข้เลือดออกระบาด และเป็นครั้งแรกในทวีปเอเชีย เมื่อปี พ.ศ. 2501 โดยแยกเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาได้จากผู้ป่วยโรงพยาบาลเด็ก กรุงเทพมหานคร

โรคชิคุนกุนยาจะ พบมากในฤดูฝน เมื่อประชากรยุงเพิ่มขึ้น และมีการติดเชื้อในยุงลายมากขึ้น พบโรคนี้ได้ในทุกกลุ่มอายุ ซึ่งต่างจากไข้เลือดออก และหัดเยอรมันที่ส่วนมากพบในผู้อายุน้อยกว่า 15 ปี



ในประเทศไทยพบมีการระบาดของโรคชิคุนกุนยา 7 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2531 ที่จังหวัดสุรินทร์ พ.ศ. 2534 ที่จังหวัดขอนแก่น และปราจีนบุรี ในปี พ.ศ. 2536 มีการระบาด 3 ครั้งที่จังหวัดเลย นครศรีธรรมราช และหนองคาย การแพร่ระบาดของโรคชิคุนกุนยาในปี 2551 พบที่จังหวัดนราธิวาส รายงานผู้ป่วยที่ตำบลละหาร อำเภอยี่งอ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2551 ถึงวันที่ 12 ตุลาคม 2551 พบรายงานผู้ป่วยรวมทั้งหมด 170 ราย ใน 2 จังหวัด คือนราธิวาส ใน 3 อำเภอ ได้แก่ ยี่งอ 99 ราย เจาะไอร้อง 9 ราย และ อ.แว้ง 44 ราย และพบที่ อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี จำนวน 18 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต
Jun 8
7:49 AM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
สาเหตุ
เกิดจากเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา ซึ่งเป็น RNA Virus จัดอยู่ใน genus alphavirus และ family Togaviridae ไวรัสชิคุนกุนยามีความใกล้ชิดกับ O’nyong’nyong virus และ Ross River virus ที่พบในประเทศออสเตรเลีย รวมทั้งไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคไข้สมองอักเสบ eastern equine encephalitis และ western equine encephalitis
เชื้อ ไวรัสชิคุนกุนยาติดต่อกันได้โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ เมื่อยุงลายตัวเมียกัด และดูดเลือดผู้ป่วยที่อยู่ในระยะไข้สูง ซึ่งเป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือด เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระเพาะยุง และเพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วเดินทางเข้าสู่ต่อมน้ำลาย เมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาไปกัดคนอื่นก็จะปล่อยเชื้อไปยังคนที่ถูก กัด ทำให้คนนั้นเกิดอาการของโรคได้

ระยะฟักตัวของโรคโดยทั่วไปประมาณ 1-12 วัน แต่ที่พบบ่อยประมาณ 2-3 วัน

ระยะ ติดต่อเป็นช่วงระยะเวลาที่ผู้ป่วยไข้สูง ประมาณวันที่ 2 – 4 เนื่องจากเป็นระยะที่มีเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาอยู่ในกระแสเลือดมากที่สุด

ที่มาของชื่อไวรัส
ชื่อ ของเชื้อไวรัสชิคุนกุนยามาจากคำในภาษา Makonde ซึ่งเป็นภาษาของชนพื้นเมืองในแอฟริกา อาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศแทนซาเนีย และทางตอนเหนือของประเทศโมแซมบิก รากศัพท์พื้นเมืองเดิมเรียกว่า kungunvala ซึ่งมีความหมายเป็นภาษาอังกฤษว่า "that which bends up" สอดคล้องกับลักษณะอาการปวดข้อของโรค

อาการของโรค
ผู้ ป่วยจะมีอาการไข้สูงอย่างฉับพลัน มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย และอาจมีอาการคันร่วมด้วย พบตาแดง แต่ไม่ค่อยพบจุดเลือดออกในตาขาว ส่วนใหญ่แล้วในเด็กจะมีอาการไม่รุนแรงเท่าในผู้ใหญ่

ในผู้ใหญ่อาการที่เด่นชัดคืออาการปวดข้อ ซึ่งอาจพบข้ออักเสบได้ ส่วนใหญ่จะเป็นที่ข้อเล็กๆ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า

อาการ ปวดข้อจะพบได้หลายๆ ข้อเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ อาการจะรุนแรงมากจนบางครั้งขยับข้อไม่ได้ อาการจะหายภายใน 1-12 สัปดาห์ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดข้อเกิดขึ้นได้อีกภายใน 2-3 สัปดาห์ต่อมา และบางรายอาการปวดข้อจะอยู่ได้นานเป็นเดือนหรือเป็นปี

ไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงถึงช็อก ซึ่งแตกต่างจากโรคไข้เลือดออก อาจพบ tourniquet test ให้ผลบวก และจุดเลือดออกบริเวณผิวหนังได้



ความแตกต่างระหว่างโรคไข้เลือดออกเดงกีกับโรคชิคุนกุนยา

ใน โรคชิคุนกุนยา ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกิดขึ้นอย่างฉับพลันกว่าในโรคไข้เลือดออกเดงกี ผู้ป่วยมักจะมาโรงพยาบาลเร็วกว่า ส่วนระยะของไข้สั้นกว่าในโรคไข้เลือดออกเดงกี ผู้ป่วยที่มีระยะไข้สั้นเพียง 2 วัน พบในโรคชิคุนกุนยาได้บ่อยกว่าในโรคไข้เลือดออกเดงกีโดยส่วนใหญ่ไข้ลงใน 4 วัน ถึงแม้จะพบจุดเลือดได้ที่ผิวหนัง และการทดสอบทูนิเกต์ให้ผลบวกได้ แต่ส่วนใหญ่จะพบจำนวนทั้งที่เกิดเองและจากทดสอบน้อยกว่าในโรคไข้เลือดออกเด งกี

ไม่พบผื่นเลือดออกที่มีลักษณะวงขาวๆในโรคชิคุนกุนยา แต่พบผื่นแบบผื่นแดงนูนราบ และพบอาการตาแดงในโรคชิคุนกุนยาได้บ่อยกว่าในโรคไข้เลือดออกเดงกี

พบอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและปวดข้อในโรคชิคุนกุนยาได้บ่อยกว่าในโรคไข้เลือดออกเดงกี

ในโรคชิคุนกุนยา เนื่องจากไข้สูงฉับพลัน พบการชักร่วมกับไข้สูงได้ถึงร้อยละ 10-15

การวินิจฉัย

มีไข้สูง เกิดผื่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูกหรือข้อ ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา เลือดออกตามผิวหนัง

ตรวจนับเม็ดเลือดพบว่ามีจำนวนเม็ดเลือดขาวต่ำ และเกล็ดเลือดปกติ ซึ่งสามารถแยกจากไข้เดงกีได้

ตรวจ พบแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อในเลือดจากการตรวจปฏิกิริยาน้ำเหลืองสองครั้งด้วย วิธี Haemagglutination Inhibition (HI) โดยระดับแอนติบอดีเพิ่มขึ้น 4 เท่า ถ้าตรวจ

เลือดครั้งเดียว ต้องพบระดับแอนติบอดีมากกว่า 1 : 1,280 หรือตรวจพบภูมิคุ้มกันชนิด IgM โดยวิธี ELISA

ตรวจพบเชื้อได้จากเลือด โดยวิธี PCR หรือโดยการแยกเชื้อ

การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ
การ แยกเชื้อไวรัสจากซีรั่ม เก็บตัวอย่างเลือดโดยเจาะจากเส้นเลือดดำที่แขนประมาณ 5 มิลลิลิตร ใส่ในหลอดที่ปราศจากเชื้อ ทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 15 – 30 นาที แช่น้ำแข็ง หรือเก็บไว้ในตู้เย็นธรรมดา ห้ามแช่แข็ง นำส่งห้องปฏิบัติการภายใน 24 ชั่วโมง หรือในกรณีที่มีตู้แช่แข็ง -70 องศาเซลเซียส หรือไนโตรเจนเหลว หรือน้ำแข็งแห้ง สามารถแยกซีรัมจากก้อนเลือดที่แข็งตัวเก็บไว้เพื่อนำส่งห้องปฏิบัติการภาย หลัง โดยนำส่งในน้ำแข็งแห้ง หรือไนโตรเจนเหลว ภายใน 2 – 3 วัน

การ ตรวจทางน้ำเหลืองมีการตรวจหลายวิธี เช่น ELISA, Haemagglutination–inhibition test น้ำเหลืองประมาณ 1 – 2 มิลลิลิตร เก็บ 2 ครั้ง ห่างกัน 7-14 วัน ครั้งที่ 1 ในวันที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษา ครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งที่ 1 ประมาณ 7-14 วัน เก็บตัวอย่างโดยเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำประมาณ 3-5 มิลลิลิตร ใส่หลอดแก้วที่ปลอดเชื้อ ปั่นแยกเฉพาะน้ำเหลืองใส่ในหลอดที่ปลอดเชื้อ ปิดจุก และพันด้วยพาราฟิล์มหรือเทปให้แน่น ปิดฉลากเขียนชื่อนามสกุลผู้ป่วย วันที่เจาะเก็บเลือด และการตรวจทางน้ำเหลืองวิทยาที่ต้องการ จากนั้นเก็บน้ำเหลืองดังกล่าวไว้ที่ 4 องศาเซลเซียส หรือในช่องแช่แข็งของตู้เย็นรอจนได้ตัวอย่างที่ 2 แล้วจึงส่งพร้อมกัน

ข้อแนะนำวิธีการเก็บและการส่งตัวอย่างตรวจโรคไข้ปวดข้อออกผื่นชิคุนกุนยา
เจาะเลือดครั้งที่หนึ่ง ในวันที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษา และเจาะเลือดครั้งที่สอง ห่างจากครั้งแรก 7-14 วัน

วิธี การเก็บน้ำเหลืองจากหลอดเลือดดำ โดยเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำประมาณ 3 - 5 มล. ใส่หลอดแก้วที่ปลอดเชื้อปั่นแยกเฉพาะน้ำเหลืองใส่ในหลอดที่ปลอดเชื้อ ปิดจุกและพันด้วยพาราฟิล์มหรือเทปให้แน่น ปิดฉลากเขียนชื่อนามสกุลผู้ป่วย วันที่เจาะเก็บเลือด และระบุการตรวจทางน้ำเหลืองวิทยาที่ต้องการ จากนั้นเก็บน้ำเหลืองดังกล่าวไว้ ในช่องแช่แข็งของตู้เย็นรอจนได้ตัวอย่างที่ 2 แล้วจึงส่งพร้อมกัน
Jun 8
7:54 AM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
ข้อแนะนำวิธีการเก็บและการส่งตัวอย่างตรวจโรคไข้ปวดข้อออกผื่นชิคุนกุนยา
เจาะเลือดครั้งที่หนึ่ง ในวันที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษา และเจาะเลือดครั้งที่สอง ห่างจากครั้งแรก 7-14 วัน

วิธี การเก็บน้ำเหลืองจากหลอดเลือดดำ โดยเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำประมาณ 3 - 5 มล. ใส่หลอดแก้วที่ปลอดเชื้อปั่นแยกเฉพาะน้ำเหลืองใส่ในหลอดที่ปลอดเชื้อ ปิดจุกและพันด้วยพาราฟิล์มหรือเทปให้แน่น ปิดฉลากเขียนชื่อนามสกุลผู้ป่วย วันที่เจาะเก็บเลือด และระบุการตรวจทางน้ำเหลืองวิทยาที่ต้องการ จากนั้นเก็บน้ำเหลืองดังกล่าวไว้ ในช่องแช่แข็งของตู้เย็นรอจนได้ตัวอย่างที่ 2 แล้วจึงส่งพร้อมกัน

วิธีการเก็บตัวอย่าง โดย ใช้กระดาษซับเลือดมาตรฐาน โดยเจาะเลือดจากปลายนิ้วแตะเลือดบนกระดาษซับเลือด หรือถ้าเจาะเลือดเพื่อการอื่นอยู่แล้วก็หยดเลือดลงบนกระดาษให้เลือดซึมจน ชุ่มทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทิ้งไว้ให้แห้งที่อุณหภูมิห้อง กระดาษที่ซับเลือดแล้วอย่าให้ถูกแดด หรือเก็บในที่ร้อน และไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 1 เดือน

ข้อจำกัดในการเก็บตัวอย่างด้วย กระดาษซับเลือดมาตรฐาน ได้แก่ กระดาษซับเลือดมีราคาสูง ประมาณแผ่นละ 10 บาท การเก็บกระดาษที่ซับแล้วไว้นานเกินหนึ่งเดือน จะมีผลให้ปริมาณแอนติบอดีลดลง ซึ่งอาจทำให้ผลการตรวจผิดพลาดได้ นอกจากนี้ยังไม่สามารถสกัดเลือดที่ถูกซับในกระดาษออกมาได้ และไม่สามารถตรวจซ้ำได้ในรายงานที่ให้ผลกำกวม เนื่องจากน้ำเหลืองที่สกัดจากระดาษซับเลือดมีปริมาณน้อย

การรักษา
ปัจจุบัน ยังไม่มีการรักษาที่จำเพาะเจาะจงสำหรับโรคชิคุนกุนยา ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและประคับประคอง เช่น ยาลดอาการไข้ ปวดข้อ และการพักผ่อน ผลการศึกษาวิจัยในระยะหลังพบว่า ยาคลอโรควิน (chloroquin) ได้ ผลดีในการบรรเทาอาการที่เกิดจากโรคชิคุนกุนยา และมีคุณสมบัติต้านไวรัสชิคุนกุนยาได้อีกด้วย งานวิจัยที่มหาวิทยาลัยมาลายา ประเทศมาเลเซีย ใช้ยาคลอโรควินขนาดวันละ 250 มิลลิกรัม พบว่าได้ผลดีมาก เช่นเดียวกับงานวิจัยที่อิตาลีและฝรั่งเศสเมื่อปี 2006 ซึ่งพบว่าการรักษาด้วยยาคลอโรควินได้ผลดีเช่นกัน

การป้องกัน
การ ป้องกันโรคชิคุนกุนยาที่ดีที่สุดคือ ป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัด ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารไล่ยุง DEET, icaridin, PMD หรือ IR3535 สวมใส่เสื้อผ้าที่ป้องกันไม่ให้ยุงกัด ยาทากันยุงชนิดที่มีส่วนผสมของไพรีธรอยด์ช่วยป้องกันได้พอสมควร หรือฉีดวัคซีน

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับไวรัสชิคุนกุนยาที่มี ประสิทธิภาพ การวิจัยเมื่อปี 2000 พบว่าวัคซีนที่ทำการวิจัยไม่ได้ผล พบว่าเชื้อชิคุนกุนยาเกิดภาวะต้านวัคซีนมาถึงร้อยละ 98 ภายหลังได้รับวัคซีน 28 วัน วัคซีนดีเอ็นเอเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่นำมาศึกษาการผลิตวัคซีนสำหรับ เชื้อชิคุนกุนยา โดยออกแบบเป็นวัคซีนชนิดผสม ใช้ลำดับสารพันธุกรรมของเปลือกหุ้มตัวไวรัสมาเป็นสารกระตุ้นให้ร่างกายสร้าง แอนติบอดี ในเบื้องต้นพบว่าได้ผลดีมากในหนูทดลองทั้งระดับภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น และสามารถกระตุ้นการทำหน้าที่ของเม็ดเลือดขาวชนิด T-cell ได้เป็นอย่างดี

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

http://www.bangkokhospital.com

http://www.bangkokhealth.com

http://www.thairath.co.th/content/life/6950
Jun 8
7:54 AM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
เรื่องที่ 2 "ล่มปากอ่าว"

ภาวะล่มปากอ่าว (Premature Ejaculation) หมายถึงการที่ผู้ชายบรรลุจุดสุดยอดโดยการหลั่งน้ำอสุจิออกมาในขณะที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ หรือในขณะที่ฝ่ายหญิงยังไม่ถึงจุดสุดยอด ปัญหาการหลั่งน้ำอสุจิเร็ว พบได้มากถึงร้อยละ 30-40 จัดเป็นปัญหาทางเพศที่พบได้บ่อยที่สุดในเพศชาย มักพบในวัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ตอนต้น เมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเกิดความรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก จะทำให้เมื่อได้สอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศหญิงแล้วก็จะถึงจุดสุดยอด ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ชาวบ้านอาจเรียกว่า "นกกระจอกไม่ทันกินน้ำ" หรือ "ล่มปากอ่าว" เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นเช่นนี้คนที่เป็นจะเกิดความวิตกกังวลตามมา เช่น รู้สึกกลัวว่าฝ่ายหญิงจะไม่พึงพอใจ ฝ่ายหญิงจะดูถูก จะทำให้ฝ่ายหญิงไม่มีความสุข ถ้าแต่งงานจะมีปัญหา ฯลฯ บางคนพยายามทดลองดูในครั้งต่อไป ก็พบว่าเป็นเหมือนเดิมอีก ทดลองหลายๆ ครั้งเลยหมดความเชื่อมั่นในตนเอง กลายเป็นความวิตกกังวลเก็บสะสมฝังลึก ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดอาการล่มปากอ่าวง่ายขึ้น



โดยปกติทั่วไปคนเราจะใช้เวลาร่วมเพศนับจากการสอดใส่ เฉลี่ยอยู่ที่ 8-15 นาที ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยในชาวตะวันตกอาจนานถึง 30 นาที ในกรณีที่เกิดปัญหาการหลั่งน้ำอสุจิเร็วอาจทำให้สามีภรรยาไม่ประสบความ สำเร็จในชีวิตคู่ เนื่องจากไม่มีความสุขเพียงพอจากการมีเพศสัมพันธ์ กลไกการหลั่งน้ำอสุจิขณะมีเพศสัมพันธ์ต้องอาศัยพัฒนาการของระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โรคหนึ่งที่ใกล้เคียงการหลั่งเร็วมากคือ การปัสสาวะรดที่นอนในเด็ก เพราะในเด็กยังไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะได้ ในช่วงเวลากลางวันเด็กจะสามารถควบคุมการปัสสาวะได้ตอนอายุประมาณ 2 ปี และช่วงเวลากลางคืน เด็กจะสามารถควบคุมได้เมื่ออายุประมาณ 3-4 ปี และอยู่ในช่วง 6 ปีแรกซึ่งการพัฒนายังไม่คืบหน้า เด็กก็อาจจะยังปัสสาวะรดที่นอนเป็นครั้งคราว



ลักษณะของโรค

1. พบ ว่ามีการหลั่งน้ำอสุจิ เมื่อมีการร่วมเพศไปเพียงเล็กน้อย หรือก่อนการสอดใส่อวัยวะเพศ หรือบางรายหลั่งน้ำอสุจิแม้กระทั่งยังไม่ทันได้สอดใส่อวัยวะเพศ
2. คู่นอนถึงจุดสุดยอดไม่ถึงร้อยละ 50 เช่น มีการร่วมเพศกัน 10 ครั้ง คู่นอนบรรลุจุดสุดยอดไม่เกิน 5 ครั้ง
3. อาการดังกล่าวไม่ได้มีผลมาจากการใช้ยา หรือสารเสพติด



สาเหตุ

1. สาเหตุส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของร่างกาย
2. การ มีเพศสัมพันธ์กับหญิงบริการทางเพศ หรือมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ผ่อนคลาย จะทำให้เกิดปัญหาการหลั่งน้ำอสุจิเร็วได้ง่าย เพราะมีความวิตกกังวลแฝงอยู่ เช่น กลัวเกิดโรค กลัวคนอื่นเห็น กลัวผิดศีลธรรม เป็นต้น
3. ปัญหา การหลั่งน้ำอสุจิเร็วสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นมากๆ และมีประสบการณ์น้อย อาจเกิดจากภาวะที่ช่องคลอดฝ่ายหญิงแคบมาก ขณะมีเพศสัมพันธ์เกิดการเสียดสีมาก อีกทั้งฝ่ายชายไม่มีประสบการณ์ ทำให้เกิดการหลั่งเร็วได้ เมื่อเวลาผ่านไปได้สักระยะหนึ่ง ประสาทที่รับสัมผัสในระหว่างมีเพศสัมพันธ์เริ่มปรับตัวให้ชิน และสามารถควบคุมได้ ปัญหาการหลั่งเร็วจะหายไปได้เอง
4. เกิด จากกระบวนการทางจิตใจ คนที่หลั่งเร็วมากมักมีสาเหตุมาจากความกังวล ความกลัว ความเร่งรีบ การลักลอบมีเพศสัมพันธื ไม่ใช่ที่นอนหรือสถานที่ของตัวเอง ในสถานะการณ์ตื่นเต้น จะกระตุ้นให้ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานมากเกินปกติ
5. ภาวะ การหลั่งเร็วเป็นกลไกของการปลดปล่อยจากสัญญาณประสาท อาจเรียกว่าประสาทตื่นเต้น ความตื่นเต้นเมื่อถึงจุดหนึ่งจะทำให้บรรลุจุดสุดยอด ในการมีเพศสัมพันธ์ความตื่นเต้นเกิดจากสัมผัส ความสั่นสะเทือน และการเสียดสีอยู่แล้ว หากมีภาวะที่เพิ่มความตื่นเต้นไปอีก ก็จะทำให้หลั่งเร็วได้



การรักษาและแนวทางปฏิบัติ

1. เท คนิกที่เรียกว่า squeeze technique แนะนำให้ผู้ชายฝึกขณะมีเพศสัมพันธ์ และกำลังจะบรรลุจุดสุดยอด ให้คู่นอนบีบที่บริเวณคอของอวัยวะเพศประมาณ 2-3 วินาที แล้วปล่อย จากนั้นให้รอประมาณ 30 วินาที จึงเริ่มมีเพศสัมพันธ์ต่อ การฝึกเช่นนี้จะทำให้ผู้ฝึกมีความรู้สึกที่สามารถกลั้นไม่ให้บรรลุจุดสุดยอด ได้ ในที่สุดก็จะช่วยให้ไม่เกิดภาวะล่มปากอ่าวอีก
2. การรักษาให้หายขาดทำได้ง่าย แต่ต้องรักษาพร้อมกันทั้งสามีภรรยา ควรไปพบจิตแพทย์พร้อมกัน การรักษาแต่ฝ่ายชายฝ่ายเดียวมักจะไม่ได้ผล
3. วิธี บำบัด sexual therapy บางรายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญบำบัดปัญหาทางเพศอาจแนะนำให้สำเร็จความใคร่ด้วยตน เอง 1-2 ชั่วโมงก่อนมีเพศสัมพันธ์ บางรายอาจให้หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยเลือกใช้อุปกรณ์เสริมช่วยในการบำบัดอาการ
4. การ ใช้ยาในกลุ่มออกฤทธิ์ต้านอาการซึมเศร้ามีผลทำให้การบรรลุจุดสุดยอดช้าขึ้น อาจนำมาใช้รักษาอาการหลั่งน้ำอสุจิเร็วได้ เช่น selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) ได้แก่ sertraline (Zoloft), paroxetine (Paxil) หรือ fluoxetine (Prozac)
5. บาง รายตอยสนองดีต่อการใช้ยาในกลุ่ม tricyclic antidepressant clomipramine (Anafranil) นิยมใช้ยาในขนาดต่ำ 2-3 ชั่วโมงก่อนมีเพศสัมพันธ์
6. การ ใช้ครีมชนิด topical anesthetic creams ได้แก่ lidocaine หรือ prilocaine ทำให้เกิดความรู้สึกชาที่ปลายองคชาติ เท่าที่มีรายงานพบว่าได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร



ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่
http://www.bangkokhospital.com/App/signin_medical.aspx
Jun 8
8:06 AM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
อ้อ ลืมที่มา จาก
http://www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-19-03-19-57/578-2009-01-20-08-38-06
Jun 8
8:06 AM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
พอมีประโยชน์มั่งไหมเพื่อนเดช หุหุ
Jun 8
8:07 AM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
หวังว่าเรื่องที่ 2 มีประโยชน์กับเพื่อนเดช
ถ้าไม่เข้าใจปรึกษา อ.ซันได้ครับผม ไม่เคยล่มเลยมั้ง 55+
Jun 8
8:14 AM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
เรื่องที่ 3 "การดูแลสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์"

การดูแลสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์ ระหว่าง การตั้งครรภ์ ร่างกายอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง อาการแพ้ท้องจะมีมากใน 3 เดือนแรก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย เมื่อตื่นนอน จะมีอาการมึนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน บางคนอาจมีอาการมาก รับประทานอาหารไม่ได้ หลังตื่นนอนตอนเช้า ควรดื่มน้ำผลไม้ และรับประทานขนมปังกรอบทันที จะทำให้รู้สึกดีขึ้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นฉุนจัด เพราะอาจทำให้คลื่นไส้มากขึ้น นอกจากนี้อาจอยากรับประทานอาหารแปลกๆ รสเปรี้ยว ซึ่งสามารถรับประทานได้

อาการ ปวดหลังพบได้บ่อยเกือบครึ่งหนึ่งของสตรีมีครรภ์ โดยมักปวดที่หลังส่วนล่าง ระหว่างก้นทั้งสองข้าง ร้าวลงไปที่ต้นขา มักเป็นช่วงท้ายๆ ของการตั้งครรภ์ การยืนนานๆ ในท่าที่ไม่ถูกต้อง หรือยกของหนักเกินไป ทำให้ปวดหลังได้ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ ทำให้ข้อกระดูก และเอ็นต่างๆ คลายตัวหลวมมากขึ้น ความแข็งแรงของข้อลดลง จึงทำให้ปวดหลังได้ ควรพยายามนอนพื้นเรียบ ใช้หมอนหนุนหลังเวลานั่ง อย่าก้มหยิบของ ควรใช้วิธีนั่งหยิบแทน และควรใส่รองเท้าส้นเตี้ย อาจให้สามีช่วยนวดหลังเบาๆ นอกจากจะคลายปวดแล้ว ยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ด้วย



อาหาร
1. คุณแม่จะรับประทานอาหารได้ดีขึ้น เมื่ออาการแพ้ท้องหายไป
2. ควรเลือกอาหารที่มีประโยชน์ ประเภทเนื้อสัตว์ ไข่ นม ผัก ผลไม้
3. ไม่ควรรับประทานอาหารพวก ข้าว แป้ง น้ำตาล ขนมหวาน ไขมันมากเกินไป
4. ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารดิบๆ สุกๆ ของหมักดอง ผงชูรส ชา กาแฟ เหล้า และบุหรี่

การพักผ่อน
1. ระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่จะรู้สึกเหนื่อย และอ่อนเพลียง่าย กลางคืนควรนอนหลับให้เต็มอิ่ม ประมาณ 8-10 ชั่วโมง และควรหาเวลานอนพักในตอนบ่ายอีกอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
2. การลดจำนวนการดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม ให้เหลือน้อยที่สุด ถ้าหากคุณต้องการจะดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ให้จำกัดเฉพาะในเวลาเช้า หรือตอนบ่ายต้นๆ
3. ควรงดดื่มน้ำ หรืออาหารเหลว หรือรับประทานอาหารอิ่มจนเกินไปก่อนที่จะเข้านอนสองสามชั่วโมง แต่ขอให้แน่ใจว่าคุณได้รับสารอาหาร และน้ำอย่างเพียงพอตลอดวัน การรับประทานอาหารมื้อเช้า และเที่ยงหนักๆ และรับประทานอาหารเย็นเบาๆ สามารถช่วยได้ และหากมีอาการคลื่นไส้นอนไม่หลับ การรับประทานขนมปังกรอบสองสามแผ่นก่อนเข้านอนอาจช่วยได้
4. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหักโหมก่อนเข้านอน แต่ให้ทำอะไรที่เบาๆ และผ่อนคลายแทน และหากเป็นตะคริวที่ขาปลุกให้ตื่นนอนในตอนกลางคืน การกดเท้าแรงๆ ลงกับผนังห้องหรือลุกขึ้นยืนอาจช่วยได้
5. ถ้ายังนอนไม่หลับ ให้ลุกขึ้นมาหาอะไรทำ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง ดูโทรทัศน์ หรือหากิจกรรมอื่นๆ ที่เพลิดเพลินทำแทน แล้วในที่สุดก็จะเหนื่อย และนอนหลับได้เอง
6. นอนงีบ 30-60 นาที ระหว่างวัน เพื่อชดเชยเวลานอนที่สูญเสียไป



การออกกำลังกาย
1. ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารดี ร่างกายแข็งแรง เช่น เดินเล่นในที่ที่มีอากาศปลอดโปร่ง ทำงานบ้านเบาๆ บริหารร่างกายด้วยท่าง่ายๆ
2. ข้อควรระวัง คือ อย่าออกกำลังกายหักโหมจนร่างกายเหนื่อย อ่อนเพลีย หรือกระทบกระเทือนท้อง

การบริหารร่างกายสำหรับคุณแม่ก่อนคลอด
* ท่าที่ 1 ยืนตรง มือเท้าเอง เท้าแยกพอประมาณ หลังตรง หาหนังสือเล่มหนาๆ ประมาณ 1-2 เล่ม วางอยู่ระหว่างเท้า ค่อยๆ ย่อขาลงหยิบหนังสือขึ้นจากพื้น แล้วยืนขึ้น ทำซ้ำ 5 ครั้ง
* ท่าที่ 2 นั่งขัดสมาธิ หลังตรง มือซ้ายจับเข่าขวา พยายามบิดตัวไปทางขวาช้าๆ
* ท่าที่ 3 นอนหงายชันเข่า ยกสะโพกขึ้นจากพื้นจนตึง ค้างไว้แล้วลดลง ทำซ้ำ 5 ครั้ง
* ท่าที่ 4 นั่งคุกเข่าให้มือทั้งสองข้างวางบนพื้น ออกแรงโค้งหลังขึ้นขางบนจนสุดแล้วค้างไว้ ทำซ้ำ 5 ครั้ง
* ท่าที่ 5 เอียงคอไปด้านซ้าย และกลับมาตรง เอียงคอไปด้านขวา และกลับมาตรง ก้มคอไปด้านหน้า และกลับมาตรง ทำซ้ำอย่างละ 5 ครั้ง
* ท่าที่ 6 ยืนตรง มือทั้งสองข้างแตะไหล่หมุนไหล่เป็นวงกลม ไปข้างหลัง ทำซ้ำ 5 ครั้ง
* ท่าที่ 7 ยืนตรงกางแขนทั้งสองข้างออก ก้มตัวไปข้างขวา แตะเข่าด้านข้าง ทำซ้ำข้างละ 5 ครั้ง
* ท่าที่ 8 นอนหงาย ชันเข่าแขนตึง มือทั้งสองข้างวางบนต้นขา ออกแรงเกร็งท้องจนมือแตะเข่า ค้างไว้สักครู่ ทำซ้ำ 5 ครั้ง
Jun 8
8:17 AM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  

Title
body